แหล่งท่องเที่ยวอำเภอวัดสิงห์

1.วัดปากคลองมะขามเฒ่า (วัดหลวงปู่ศุข)
สาเหตุที่เรียกว่า"วัดปากคลองมะขามเฒ่า"เนื่องจากเดิมมีต้นมะขามเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดวัดนี้เป็นวัด เก่าแก่มีทิวทัศน์ที่สวยงามน่ารื่นรมย์และมีชื่อเสียงด้านพระเครื่องด้วยหลวงปู่ศุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่าหลวงปู่ศุขเป็น เกจิอาจารย์ที่ประชาชนทั่วไปต่างเลื่อมใสศรัทธาท่านในด้านความศักดิ์สิทธิ์ด้วยตำนานที่ยังเล่าขานกันสืบมาในเรื่องของ วิชาอาคมและเครื่องรางของขลัง ความนิยมในพระเครื่องหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่ายังมีอยู่สูงมากในปัจจุบัน แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2466 แต่ความเคารพศรัทธานั้นไม่เคยเสื่อมคลายหลวงปู่ศุขยังได้สร้างพระเครื่อง ที่เรียกว่า"หลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า"ซึ่งประชาชนนิยมนำไปสักการะบูชาหลวงปู่ศุขได้พัฒนาวัดปากคลอง มะขามเฒ่าจนมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยความเมตตาของท่านนั้นทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาอย่างมากมายและท่านได้จำพรรษา อยู่ที่วัดแห่งนี้จนสิ้นอายุขัยด้วยวัย76พรรษาปัจจุบันวัดปากคลองมะขามเฒ่ายังมีกุฏิของท่านเป็นแบบทรงไทยโบราณ ภาพถ่ายและข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งหุ่นขี้ผึ้งและรูปหล่อของหลวงปู่ศุขพร้อมด้วยรูปหล่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไว้ให้เป็นที่สักการะบูชาโดยทั่วกันสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้คือภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในพระอุโบสถติดอยู่ตามผนังเป็นภาพพุทธประวัติที่ทรงวาดร่วมกับข้าราชบริพารทั้งหมด เขียนด้วยอักษรขอมผนังด้านใต้มีภาพเขียนบอกเวลาที่เขียนไว้คือปีพ.ศ.2433เพื่อถวายหลวงปู่ศุขเมื่อครั้งสร้างพระอุ โบสถซึ่งทางวัดยังคงอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีความเชื่อและวิธีการบูชาชาวจังหวัดชัยนาทและชาวไทยทั่วทุกสารทิศที่ศรัทธา ในหลวงปู่ศุข เชื่อกันว่าบารมีของท่านจะช่วยดลบันดาลให้ผู้ที่มากราบไหว้ขอพรถึงวัดปากคลองมะขามเฒ่า มีความสุข สมความปรารถนามีสิริมงคลต่อชีวิตและแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวงและยังเชื่อในการบูชาเครื่องรางของขลังของ หลวงปู่ศุขว่าให้คุณทั้งในด้านโชคลาภเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดอยู่ยงคงกระพันการเดินทางห่างจากตัวเมืองชัยนาท ประมาณ 25 กิโลเมตร ไปทางอำเภอวัดสิงห์ตามทางหลวงหมายเลข 3183 กิโลเมตรที่ 36–37

2.วัดสุวรรณโคตมาราม วัดสุวรรณโคตรมาราม(วัดคลองมอญ)
ตั้งอยู่เลขที่๑๓บ้านคลองมอญหมู่ที่ ๔ ตำบลมะขามเฒ่าสร้างขึ้นเป็นวัดประมาณพ.ศ.๒๔๕๖เดิมมีนามว่า"วัดคลองมอญ" ตามชื่อบ้านบริเวณนั้นเดิมเป็นป่าไม้หนาแน่นชาวบ้านได้ร่วมใจกันจัดการสร้างวัดนี้ขึ้นมาต่อมาเมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๓ได้เปลี่ยน นามใหม่เป็น"วัดคลองบุญ"และได้เปลี่ยนนามอีกครั้งหนึ่งมาเป็น"วัดสุวรรณโคตรมาราม"เพราะมีประธานในอุโบสถสร้าง ด้วยเนื้อทองเหลืองปางสมาธิ ขนาดพระเพลา กว้าง ศอก ๓เรียก "พระสุวรรณ" สร้างโดยพระครูสารวุฒิ วัดสระเกศ กรุงเทพฯจึงขนานนามวัดให้สอดคล้องกันสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๓๐  มกราคม พ.ศ.๒๔๗๑ ในนามวัดคลองมอญที่หน้าบรรณอุโบสถด้านหลังมีศิลปะปูนปั้นรูปภาพพญาครุฑอันเป็นมหาอำนาจ ที่หลวงพ่อมหาโพธิ์ญาณสัมปันโนอดีตเจ้าอาวาสศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมหลวงปู่ศุขนำมาสร้างเป็นพระเครื่องนอกจากนั้น ยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักหรือสัญลักษณ์ของวัดคือ"หลวงพ่อโตวัดคลองมอญ"เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาด พระเพลากว้าง ๘ ศอกสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.๒๔๖๘ เดิมอยู่กลางแจ้งผู้สัญจรไปมาบนท้องถนนเมื่อเห็นองค์ท่านจะยกมือ ขึ้นไหว้ขอพรหรือบนบานศาลกล่าวครั้นสมประสงค์ก็มาแก้บนกันเป็นประจำปัจจุบันได้สร้างวิหารคลุมไว้มีงานสมโภช ประจำปี ในวันแรม ๒ – ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

4.วัดท่านจั่น
ตั้งอยู่เลขที่ ๕๖ หมู่ที่ ๓ บ้านท่านจั่นตำบลหนองขุ่นสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายสร้างขึ้นเป็นวัดประมาณปีพ.ศ.๒๓๕๐ ภายในบริเวณวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานภายในอุโบสถ นามหลวงพ่อจั่น พระพุทธรูป คู่บ้านที่ชาวหนองขุ่นและใกล้เคียงให้ความนับถือมีงานสมโภชนมัสการปิดทองเป็นประจำทุกปี ๆ ละ๒ครั้งตรงกับวันขึ้น ๑๔ - ๑๕ค่ำเดือน ๔ และ๑๔ – ๑๕ ค่ำเดือน๖ (วันวิสาขบูชา)ในงานสมโภชทางวัดจะมีการหุงข้าวต้มเลี้ยงชาวบ้านมี ความเชื่อว่ากินข้าวต้มวัดท่านจั่นแล้วจะหายจากโรคภัยเป็นสิริมงคลกับตัวเองจึงกลายเป็นประเพณีกินข้าวต้มมาจนถึ ทุกวันนี้มีบันทึกว่าวันวิสาขบูชาปี ๒๕๕๑ กำนันสมวงษ์โพธิ์ศรีอดีตกำนันตำบลหนองบัวได้ร่วมกับลูกหลานเป็นเจ้าภาพ เพื่อสืบสานประเพณีเลี้ยงข้าวต้มทรงเครื่องจำนวน ๙๔ กระทะใบบัวมีต้นสำโรงใหญ่ขนาดประมาณ๔คนโอบอยู่บริเวณ หน้าวัดมีอายุกว่าร้อยปีผลสำโรงหล่นจากต้นชาวบ้านจะเก็บลูกสำโรงไปกราบไหว้บูชาเพราะเชื่อในความมหัศจรรย์ทำให้ แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวงเคยมีผู้นำผลสำโรงติดตัวเมื่อครั้งไปรบในสงครามเวียดนามแล้วรอดชีวิตกลับมาปัจจุบัน แม้ว่าจะมีลมพัดแรงขนาดไหนยังไม่มีใครเคยเห็นกิ่งสำโรงหักลงมาสักครั้งเดียวและไม่มีผลสำโรงให้พบเห็นเพราะคนจะมา คอยเก็บไปบูชาจนหมดสุขาโบราณอยู่บริเวณด้านหลังวัดฝาผนังทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะฉาบด้วยปูนซีเมนต์หลังคามุงด้วย กระเบื้องดินเผา สร้างในสมัยเจ้าอาวาสรูปใดไม่ปรากฏ

5.วัดบ่อแร่
ตั้งอยู่เลขที่๑ตำบลบ่อแร่สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายสร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคมพ.ศ.๒๔๔๐มีนามตามชื่อบ้าน แรกเริ่มสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับปีระกา พระอาจารย์เนียม เจ้าอาวาสวัดสิงห์สถิต ได้ร่วมกับชาวบ้านบ่อแร่ ดำเนินการจัดสร้างวัดนี้ขึ้นมาเมื่อได้จัดตั้งเป็นวัดแล้วจึงขนานนามว่า"วัดบ่อแร่ธรรมเจริญศรี" ต่อมาคงเรียกสั้นๆ ว่า "วัดบ่อแร่"เท่านั้นได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่๒๘เมษายน๒๔๖๙ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูขนาดใหญ่ส่วนยอดซุ้มมี พระพุทธรูปปางลีลาประดับประดาและลงสีไว้อย่างสวยสดงดงามต้อนรับผู้มาเยือนให้เกิดศรัทธาที่ศาลาการเปรียญบริเวณ ซุ้มระฆังปั้นเป็นรูปวัวสัญลักษณ์ปีเกิดของผู้สร้างถัดมาตรงกลางวัดเป็นมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนหลวงปู่เคลือบ (พระครูวิจิตรชัยการ)อดีตเจ้าอาวาสพระเถระผู้มีพลังจิตแก่กล้าเป็นที่ยอมรับของพระเกจิในยุคนั้นอีกทั้งเป็นผู้มีวาจา สิทธิ์เป็นที่ยำเกรงของเหล่าคนพาลวัตถุมงคลที่ท่านสร้างเพื่อแจกแก่ญาติโยมจึงเป็นที่นิยมแสวงหาเช่นพระพิมพ์สี่เหลี่ยม และสามเหลี่ยม เนื้อชิ้นสังควานรพระใบมะขามเนื้อชินเป็นต้นแม้ท่านจะละสังขารแล้วเหรียญเสมาเนื้อทองแดงที่นายโชค ศรีสิทธิกรรม (อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชาววัดสิงห์) สร้างแจกในงานศพของหลวงปู่เคลือบก็ปรากฏ อิทธิปาฏิหาริย์เป็นที่ประจักษ์และยอมรับของผู้ที่มีไว้ครอบครองทางวัดได้จัดงานประเพณีไหว้พระปิดทองหลวงปู่เคลือบใน ระหว่าง ๑๔ – ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

6.วัดปทุมธาราม(วัดหนองบัว)
ตั้งอยู่เลขที่166ม.2ตำบลหนองบัวสร้างขึ้นพ.ศ.2365เดิมชื่อว่า"วัดหนองบัว"เนื่องจาหมู่บ้านนี้มีหนองน้ำและมีบัวหลวง มากมายผู้สร้างวัดคือสมเด็จเจ้าเถื่อนสมเด็จพรกับขรัวยายไข่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัววันที่10กุมภาพันธ์ พ.ศ2521ภายในบริเวณวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปรูปเหมือนหลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพรเขต - อุดมศักดิ์หลวงพ่อจาดอดีตเจ้าอาวาสด้านหน้าวิหารมีพระพุทธรูปปางประทานพรสีทององค์ใหญ่พระมหาธาตุเจดย์ศรี ชัยนาทเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดชัยนาท

7.วัดสิงห์สถิต
ตั้งอยู่เลขที่๒บ้านวัดสิงห์ในเขตเทศบาลตำบลวัดสิงห์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายสร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่ประมาณพ.ศ.๒๓๗๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ. ๒๓๘๖ ชาวบ้านเรียก วัดสิงห์ แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นป่าคงเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ร้ายเช่นสิงโตเมื่อมีหมู่บ้านขึ้นมาเรียก"บ้านสิง"เมื่อสร้างวัดจึงเรียกว่า"วัดสิงห์"และเมื่อความเจริญของบ้านเมือง ขยายมากขึ้น ชื่อหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ก็ใช้คำว่า "วัดสิงห์" เป็นชื่อทางราชการ นามวัดจึงเปลี่ยนใช้ชื่อ "วัดสิงห์สถิตย์" ต่อมาในราวปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้ตัดตัว "ย์" ออก คงเขียนเป็น"วัดสิงห์สถิต" สิ่งสำคัญของวัดนี้ ได้แก่ อุโบสถเป็นอุโบสถแบบโบราณที่เรียกกันว่า"โบสถ์มหาอุต"มีกำแพงแก้วโดยรอบหน้าบรรณอุโบสถมีภาพปูนปั้นรูปพระ อาทิตย์ทรงรถที่งดงามมากนับเป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐ์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นาม "หลวงพ่อใหญ่"และศาลาการเปรียญ ถูกยกให้สูงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑

8.วัดพานิชวนาราม(วัดป่า)
ตั้งอยู่เลขที่ ๙ ถนนจันทนารามหมู่ที่ ๑ ตำบลวัดสิงห์ตามประวัติกล่าวว่าได้สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ.๒๓๘๙ปลายแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างแต่เรียกกันต่อๆ มาว่า "วัดป่า" ต่อมาได้กลายเป็นวัดร้าง และได้กลับเป็นวัดขึ้นอีกครั้งมื่อ นายสำปั้น พานิชกุล ได้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างเสนาสนะ พร้อมกับถวายความอุปถัมภ์ตลอดมา และ เรียกขานกันว่า "วัดป่าธัญญผล" (แปลว่า วัดป่าข้าวเปลือก) ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระเจริญอรุณศักดิ์นายอำเภอวัดสิงห์ เห็นว่า นายสำปั้น พานิชกุล ได้ทำนุบำรุงวัดด้วยดีตลอดมา จึงได้เปลี่ยน
นามวัดเสียใหม่เป็น"วัดป่าพานิชกุล"เพื่อประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏสืบไปต่อมาบรรดาบุตรธิดาของนายสำปั้น
พานิชกุลเห็นว่าวัดเป็นของส่วนรวมไม่ควรจะใช้นามสกุลเป็นนามวัดทั้งหมดทางวัดจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น"วัดพานิชว
นาราม" ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๑ วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นาม
"หลวงพ่อขาว"เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ที่ศาลาข้างอุโบสถดลบันดาลความสำเร็จแก่ผู้เลื่อมใสแล้ว
กลับมาแก้บนกันมิได้ขาดมีประวัติว่าครั้งหนึ่งมีการล้างป่าช้าเพื่อใช้เนื้อที่ในการสร้างวัดได้ฌาปนกิจศพเหล่านั้นแล้วจึงนำ เถ้าอัฐิมาสร้างเป็นองค์พระจึงได้ชื่อ หลวงพ่อขาว