แหล่งท่องเที่ยวอำเภอเมืองชัยนาท

1.สวนนกชัยนาท
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดชัยนาทเริ่มสร้างเมื่อพ.ศ. 2526 สวนนกชัยนาทมีพื้นที่ 260 ไร่มีกรงนกที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียครอบคลุมพื้นทื่26ไร่โดยปล่อยพันธ์นกต่างๆให้อยู่อย่างธรรมชาตินอกจากนั้นยังมีกรงนกขนาด กลางและขนาดเล็กอีก 63 กรงมีสวนหย่อม สวนงู สวนกระต่าย สวนสัตว์ป่า เช่น ละมั่ง เลียงผา กวางดาว เนื้อทราย มีศาลากลางน้ำ อาคารจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก และมีพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดเป็นปลาจากแม่น้ำเจ้าพระยา 63 ชนิด เช่นปลาเสือตอ ปลาตองลาย ปลาเสือสุมาตรา ปลากดหินเป็นต้น นอกจากนี้ยังมี 3โครงการใหม่ได้ปรับปรุงขึ้นเพื่อให้ การ ท่องเที่ยวภายในสวนนกคุ้มค่ายิ่งขึ้นได้แก่
(1.) มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวซึ่งใช้ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจะได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ ด้านประวัติศาสตร์วิถีชีวิต เกษตรกรรม วัฒนธรรม หัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
(2.) ศูนย์ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง จัดจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าตามฤดูกาลของชุมชน
(3.) น้ำตกจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันดินพังทลาย ตั้งอยู่เชิงเขาพลอง
การเดินทาง สวนนกชัยนาทตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1 )ก่อนถึงตัวเมือง 4 กิโลเมตรเดินทางจาก กรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 32 ถึงสี่แยกถนนสายเอเซีย ช่วงชัยนาท-ตาคลี เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ระยะทาง7 กิโลเมตร สวนนกชัยนาทอยู่ทางขวามือ

2.วัดปฐมเทศนาอรัญวาสี(วัดเขาพลอง)
ตั้งอยู่ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมือง อยู่บนยอดเขาจะสามารถเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของตัวเมืองชัยนาทได้อย่างชัดเจน ที่บริเวณเชิงเขาเป็นที่ตั้งของสวนนกชัยนาทและเขตสังฆาวาสรวมทั้งมีการสร้างอุโบสถหลังใหม่และเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธอริยธัมโมซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีความสูง 8 วา 3 ศอก 1 นิ้ว รวมฐานสูง 9 วา 3 ศอก 6 นิ้ว หน้าตักกว้าง 6 วา 1 ศอก 8 นิ้ว

3.วัดธรรมามูลวรวิหาร
เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองชัยนาทมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บนไหล่เขาธรรมามูลริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตำบลธรรมามูล ห่างจากอำเภอเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1 กิโลเมตรที่288-289เข้าทาง โรงเรียนธรรมานุกูลภายในวิหารของวัดมีหลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติประทับบนฐานรูปดอกบัวเป็น ศิลปะประยุกต์สมัยเชียงแสนตอนปลายถึงสุโขทัยตอนต้นผสมกับสมัยอยุธยามีรูปพระธรรมจักรปรากฎอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์ เบื้องขวาซึ่งเข้าใจว่าเป็นความคิดของช่างสมัยนั้นที่ตั้งใจสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ให้มีเครื่องหมายแห่งมหาปุริสลักษณะ (เป็นลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการตามคติอินเดียเช่นในฝ่าเท้ามีจักรลักษณะมีลายตาข่ายในฝ่ามือฝ่าเท้าข้อเท้าเหมือน สังข์ที่ตั้งขึ้นคางเหมือนคางราชสีห์เป็นต้น)และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือใบเสมาเป็นศิลาทรายสีแดงตั้งรายรอบ พระอุโบสถ สลักลวดลายแบบสมัยอยุธยา ทุกปีจะมีงานนมัสการหลวงพ่อธรรมจักรเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง คือ วันขึ้น 4-8ค่ำเดือน6 และแรม 4 - 8ค่ำเดือน 11 การเดินทางไปวัดธรรมมูลวรวิหารทางรถยนต์ใช้เส้นทางพหลโยธินสายเก่า (ชัยนาท-นครสวรรค์) เลยสี่แยกแขวงการทางชัยนาท 8 กิโลเมตร ระหว่างกิโลเมตรที่ 288-289 จะมองเห็นเขา ธรรมามูลอยู่ทางซ้ายมือเลี้ยวซ้ายไปตามถนนอีก1.5กิโลเมตรหรือเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสาย 1064  ชัยนาท-มโนรมย์สาย112 นครสวรรค์-ชัยนาท สาย 903 กรุงเทพฯ-อุทัยธานี สาย 1065 ชัยนาท-วัดสิงห์และสาย 19 กรุงเทพฯ-วัดสิงห์

4.วัดบรมธาตุวรวิหาร
เป็นพระอารามหลวงชั้นโทเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นภายในวัดนี้มีเจดีย์พระบรมธาตุ รูปแบบสถาปัตยกรรมอู่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดชัยนาท และจังหวัดใกล้เคียงมีงานเทศกาลสมโภชพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือน 6เป็นประจำทุกปีสิ่งสำคัญในวัดพระบรมธาตุคือ เจดีย์พระบรมธาตุองค์พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์เจดีย์เป็นทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งต่อมุมขึ้นไป รองรับใต้องค์ระฆังมีซุ้มจระนำเล็กๆทั้ง4ด้านภายในประดิษฐานพระปรางค์นาคปรกทั้ง 4 ทิศหน้าบันของซุ้มจระนำมีสอง ชั้นซ้อนกันมีปูนปั้นประดับเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบเหนือฐานบัวหงาย 4 กลับอยู่ตรงกลาง หน้าตักกว้าง 23 เซนติเมตร สูงจากฐานจรดพระเศียร 31 เซนติเมตร ทรงจีวรแบบห่มตองหรือห่มเฉียงผ้าสังฆาฏิพาดลงมาเกือบถึงฝ่า พระบาทลักษณะของพระเศียรและพระพักต์มีเค้าของศิลปะลพบุหรือหรืออู่ทองรุ่นแรกระหว่างซุ่มจระนำนี้มีผนังทำเป็นมุม เหลี่ยมขึ้นไปรองรับองค์ระฆังและเหนือมุมระหว่างหน้าบันของซุ้มจระนำยังทำเป็นเจดีย์ขนาดเล็กมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธ รูปอีกหลายองค์เรียงรายอยู่โดยรอบจากนั้นถึงองค์ระฆังทรงกลมรองรับปลีย่อส่วนบนสุดมีลักษณะเป็นโลกประดับทำนอง เป็นฉัตรประดับอีกต่อหนึ่งจัดเป็นสถาปัตยกรรมแบบอู่ทอง (อยุธยาตอนต้น) ที่นิยมใช้เจดีย์เล็กๆประดับวิหารตั้งอยู่ทางทิศ ตะวันออกของวัดสันนิฐานว่าเดิมคงสร้างขึ้นพร้อมเจดีย์พระบรมธาตุแต่มีร่องการการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในระยะหลัง ปัจจุบันพระวิหารดังกล่าวเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง 13เมตรยาว 24 เมตรพระอุโบสถอยู่ทางด้านใต้ติดกับ พระวิหารเชื่อว่าสร้างกับพระวิหารมีร่องรอยการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้งขนาดกว้าง9เมตรยาว24เมตรมีพระประธาน ภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปแบบสรรคบุรีลงรักปิดทองขนาดใหญ่ปางมารวิชัยลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธ รูปแบบสรรคบุรีโดยเฉพาะรอบนอกพระอุโบสถมีใยเสมาสลักด้วยหินทรายเป็นศิลปกรรมแบบอยุธยาปรากฏอยู่แผ่นศิลา จารึกสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระซึ่งมีข้อความกล่าวงถึงการฉลองการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ปัจจุบันแผ่นศิลา จารึกนี้ประดิษฐานอยู่ที่ฝาผนังวิหารด้านหลังติดกับองค์พระธาตุ การเดินทาง วัดพระบรมธาตุอยู่ห่างจากตัวเมือง 4 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข3183 เลี้ยวซ้าย 1 กิโลเมตร หรือรถโดยสารประจำทาง สายกรุงเทพฯ-วัดสิงห์

5.พิพิธภัณฑ์ชัยนาทมุนี
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระบรมธาตุวรวิหารเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2ชั้น ชั้นบนจัดแสดงพระพิมพ์สมัยต่างๆตั้งแต่สมัย ทวาราวดีถึงสมัยรัตนโกสินทร์ชั้นล่างจัดแสดงพระพุทธรูปสังคโลกเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องประดับตั้งแต่สมัยทวาราวดี ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดงส่วนใหญ่ได้รับมอบจากท่านเจ้าคุณพระชัยนาทมุนี (นวม) สุทตฺโต อดีตเจ้าคณะจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นผู้รวบรวมเก็บรักษาและได้มอบให้กรมศิลปากรในภายหลังกรมศิลปากรจึงตั้งชื่อพิพิธ ภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี

6. มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๔ ฝายน้ำล้น ตำบลบ้านกล้วย เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยก่อตั้งเมื่อวันที่๑๐ตุลาคมพ.ศ.๒๕๑๐โดยมีศาสตราจารย์ดร.ป๋วยอึ๊ง ภากรณ์เป็นผู้นำในการก่อตั้งร่วมกับคณะบุคคลในวงราชการและธุรกิจเอกชนด้วยความมุ่งมั่นที่จะรวบรวมและประสาน ความคิดกำลังกาย กำลังใจและทรัพยากรทั้งของราชการและภาคเอกชนในการบูรณะและพัฒนาให้ชาวชนบทไทยมี สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเริ่มบุกเบิกงานในยุคแรกด้วยการพัฒนาชนบทแบบผสมผสานในรูปแบบต่างๆคือพัฒนาอาชีพ พัฒนาการศึกษาพัฒนาสุขอนามัยพัฒนาการพึ่งพาตนเองแบบร่วมมือกันและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการผลจาก ความมุ่งมั่นดังกล่าวมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาถูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่๓๑ตุลาคม๒๕๑๒ตลอดเวลาที่ผ่านมา การดำเนินงานของมูลนิธิฯตั้งอยู่บนฐานของปรัชญาแห่งการทำงานพัฒนาคือให้ความสำคัญกับผลประโยชน์และการมี ส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลักส่วนวิธีการและปฏิบัติการได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้อง การของชุมชนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนป๋วยอึ๊งภากรณ์มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ประกอบด้วย เตาเผาไทยอิวาเต๊ะซึ่งเป็นเตาเผาน้ำส้มควันไม้ขนาดใหญ่ที่ทางศูนย์ฯสร้างเพื่อผลิตน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้เองและผลิตจำหน่าย สำหรับกลุ่มเกษตรนอกจากนี้แล้วยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจทั้งชุมชนใกล้เคียงหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความสนใจที่จะนำไปปฏิบัติจริง ให้เข้ามาเรียนรู้เพื่อนำกลับไปปฎิบัติจริงได้ ที่พัก ห้องประชุม และห้องอาหาร ซึ่งทางศูนย์ฯมีบริการเรื่องห้องพักและสถานที่สำหรับอบรมสัมมนาประชุมรวมถึงการบริการด้านการจัดเลี้ยงอย่างครบ วงจรแปลงนาสาธิตเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ ทางศูนย์ฯ ของเราได้มี โครงการทำนา 1 ไร่1แสนโดยมีจุดประสงค์หลักคือ ต้องการผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงศูนย์ให้ได้ด้วยตนเอง

3.วัดทรงเสวย
เมื่อวันที่16ตุลาคมพ.ศ.2451(ร.ศ.127)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินตรวจสอบลำน้ำ เก่าโดยทางรถไฟถึงจังหวัดนครสวรรค์แล้วเสด็จประทับเรือพระที่นั่งครุฑเหิรเห็จเพื่อตรวจลำแม่น้ำมะขามเฒ่า  แม่น้ำท่าจีนทรงประทับแรมที่วัดหัวหาดอ.มโนรมย์ปัจจุบันเรียกวัดนี้ว่าวัดพิกุลงามนับเป็นการเสด็จเมืองชัยนาทเป็นครั้ง ที่3ต่อจากนั้นวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2451 เสด็จฯตามลำน้ำมะขามเฒ่าผ่านตลาดวัดสิงห์ลำน้ำมะขามเฒ่าสมัยนั้นเต็มไป ด้วยผักตบชวาและตอไม้ประชาชนจึงได้ช่วยกันตัดตอไม้และเก็บผักตบชวาพระองค์ ประทับแรมที่หนองแคซึ่งสมัยนั้นขึ้น กับตำบลคลองจันทร์ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลหนองน้อยอำเภอวัดสิงห์ในครั้งนั้นพระอธิการคล้อยเป็นเจ้าอาวาสได้ชักชวน ราษฎรสร้างพลับพลารับเสด็จพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์เสวยยอดหวายโปงตาแป้นมรรคนายกวัดหนองแคจึงได้ให้ ชาวบ้านไปหายอดหวายโปงมาเผาไฟหยวกกล้วยต้มน้ำพริกปลามัจฉะมาถวายพระองค์ทรงเสวยอย่างเจริญพระกระยาหาร และตรัสกับชาวบ้านว่าต่อไปนี้ให้เรียกวัดนี้ว่าวัดเสวยแต่ชาวบ้านได้เติมคำว่า"ทรง"ไปด้วยจึงเรียกวัดนี้ว่า"วัดทรงเสวย" จนทุกวันนี้และที่วัดทรงเสวยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายของที่ระลึกแด่พระอธิการคล้อยเป็นของที่ ระลึกงานพระศพของพระเจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช ของที่ถวายได้แก่ บาตร ฝาบาตรมีตราสีทองรูปวงรี มีข้อความว่า ร.ศ. 128 งานพระศพพระเจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภชปิ่นโตขนาดใหญ่ที่ฝาปิ่นโตมีข้อความเช่นเดียวกับฝาบาตรพระขรรค์ตาลปัตร ใบลาน (ปัจจุบันได้สูญหายไป)ตะเกียงลานเรือสำปั้นป้านน้ำชา1ชุดสิ่งของเหล่านี้ปัจจุบันทางวัดยังเก็บรักษาไว้อย่างดี