แหล่งท่องเที่ยวอำเภอโพธิ์ทอง
 1.วัดท่าอิฐ
ตั้งอยู่ทีบ้านท่าอิฐ ตำบลบางพลับ ไปตามทางหลวงหมายเลข 3064 กิโลเมตรที่ 7-8 วัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2304 บริเวณที่ตั้งเดิมเข้าใจว่าเป็นที่ปั้นเผาอินำไปสร้างวัดขุนอินทประมูลนับว่าเป็นสถานที่ขนอิฐหรือท่าขนอิฐเมื่อเข้าไปในวัด จะมองเห็นพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทองโดดเด่นสีทองอร่ามมูลเหตุของการสร้างพระธาตุเจดีย์ ราวพุทธศักราช2535 พรครูสุธนธศีลคุณ (หลวงพ่อหอม) มีดำริจะสร้างเจดีย์ขึ้นในบริเวณวัด มีความกว้าง 40 เมตร สูง 73 เมตร รูปแบบ ศิลปะลังกาอยุธยาและรัตนโกสินทร์ลักษณะเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมมีองค์ระฆังปล้องไฉน32ปล้องเพื่อทดแทนเจดีย์หลังเดิม ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าอุโบสถที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าและพระพุทธรูปปางต่างๆ       

2.หมู่บ้านจักสาน
งานฝีมือจักสานอันลือชื่อของอ่างทองส่วนมากจะเป็นฝีมือของชาวอำเภอโพธิ์ทองแทบทุกครัวเรือนที่ตั้งบ้านเรือนเรียงราย อยู่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในละแวกเดียวกันมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มการผลิตเครื่องจักสานเครื่องหวายกลุ่มจักสานไม้ ไผ่เช่นกลุ่มตำบลองครักษ์กลุ่มตำบลบางเจ้าฉ่ากลุ่มตำบลบางระกำกลุ่มตำบลพลับและกลุ่มตำบลอิทประมูลแหล่งหัตถกรรม เครื่องจักสานสำคัญที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคือ "บ้านบางเจ้าฉ่า"ตั้งอยู่ที่หมู่8บ้านยางทองตำบลบางเจ้าฉ่าตำบลนี้เป็นชุมชน ที่มีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งชาวบ้านได้เคยร่วมกับชาวแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ และชาวบางระจัน สู้รบกับพม่า ณ บ้านบางระจัน โดยมีนายฉ่าเป็นผู้นำนายฉ่านั้นพื้นเพเป็นคนสีบัวทองภายหลังการสู้รบยุติแล้ว"นายฉ่า"จึงได้นำชาวบ้าน มาตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยถาวรขึ้นในชุมชนด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำน้อยแต่เดิมเรียกว่า"บ้านสร้างสามเรือน"เพราะ เริ่มแรกมีเพียงสามหลังคาเรือนเท่านั้นซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งเป็นที่อยู่อาศัยปัจจุบันมีชื่อว่า"บางเจ้าฉ่า" เพราะนำชื่อของนายฉ่ามาตั้งชื่อซึ่งนายฉ่านั้นเป็นทั้งผู้นำและเป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องจักสานด้วยไม้ไผ่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามราชกุมารีได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือนและได้พระราชทานคำแนะนำให้ราษฎร ปลูกไม้ไผ่สีสุกเพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องจักสานและเป็นการอนุรักษ์งานฝีมือประเภทนี้ไว้งานจักสานของบ้าน บางเจ้าฉ่านี้มีความละเอียดประณีตสวยงามสามารถพัฒนางานฝีมือตามความต้องการของตลาดไม่ยึดติดกับรูปแบบเก่า จนสามารถส่งออกขายต่างประเทศได้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการพัฒนาอาชีพภายในหมู่บ้านมี พิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ไม้ไผ่แสดงอุปกรณ์เครื่องใช้พื้นบ้านต่างๆที่ผลิตจากไม้ไผ่และมีเก็บรวบรวมเอาไว้นอกจากนี้ที่ บางเจ้าฉ่ายังมีบริการรถอีแต๋นชมวิถีชีวิตริมแม่น้ำน้อย กิจกรรมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สวนมะม่วง สวนมะยงชิด และสวนกระท้อนฯลฯชมแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอใกล้เคียงอำเภอโพธิ์ทองอำเภอไชโยและอำเภอแสวงหามีบ้านพักโฮมสเตย์ ไว้คอยบริการด้วย

3.วัดจุฬามณี
สันนิษฐานว่าสร้างภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาปีพ.ศ.2310โดยพระภิกษุรูปหนึ่งที่หนีภัยพม่ากลับมาได้วิหารมีฐานโค้ง สำเภาเจดีย์ สูง38 เมตรถือว่าเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในอ่างทองศาลาการเปรียญจัตุรมุขสร้างด้วยไม้ฝีมือช่างท้องถิ่น มีขนาดใหญ่ หากได้สัดส่วนงดงาม

4.วัดขุนอินทประมูล
เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยพิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่าเป็นวัดขนาดใหญ่เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีชื่อว่า พระศรีเมืองทอง มีความยาววัดจากปลายพระเมาลีถึงปลายพระบาทได้ 50 เมตร (25วา) เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่1เหลือแต่องค์พระตากแดด ตากฝนอยู่กลางแจ้งมานานนับเป็นร้อยๆปีองค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันองค์พระนอนมีพุทธลักษณะที่งดงามพระพักตร์ยิ้มละไมสงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใส ศรัทธายิ่งนัก พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เคยเสด็จมาสักการะบูชาอาทิเช่นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จมาเมื่อ พ.ศ. 2296 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเจ้าอยู่หัวเสด็จฯในปี พ.ศ.2421 และ 2451 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันเสด็จฯมาถวายผ้าพระกฐินต้นในปี พ.ศ.2516 และเสด็จมานมัสการอีกครั้งในปี พ.ศ.2518 พุทธศาสนิก ชนทั่วประเทศต่างนิยมมานมัสการเป็นเนืองนิจนอกจากนี้ภายในบริเวณวัดขุนอินทประมูลยังมีซากโบราณสถานวิหารหลวง พ่อขาว ซึ่งเหลือเพียงฐานผนังบางส่วนและองค์พระพุทธรูปและในศาลาเอนกประสงค์มีศาลรูปปั้นขุนอินทประมูลและโครง กระดูกมนุษย์ขุดพบในเขตวิหารพระพุทธไสยาสน์เมื่อปีพ.ศ.2541ลักษณะนอนคว่ำหน้ามือและเท้ามัดไพล่อยู่ด้านหลังเชื่อ กันว่าเป็นโครงกระดูกขุนอินทประมูลแต่บ้างก็ว่าไม่ใช่ซึ่งตามประวัติเล่ากันว่าเป็นนายอากรผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์โดย ยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถานครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถามว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงถูกเฆี่ยนจนตายวัดนี้จึงได้ชื่อว่า "วัดขุนอินทประมูล การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางได้ 3 สายคือ สายอ่างทอง-อำเภอโพธิ์ทอง (เส้นทาง3064 ) แยกขวาที่กิโลเมตร 9 เข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตรหรือใช้เส้นทางจากจังหวัดสิงห์บุรีไปทางอำเภอไชโยประมาณ กิโลเมตรที่64ถึง65จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าถึงวัดเป็นระยะทาง4กิโลเมตรหรือใช้เส้นทางตัดใหม่สายอำเภอวิเศษชัยชาญ-โพธิ์ทอง(ถนนเลียบคลองชลประทาน)เมื่อถึงอำเภอโพธิ์ทองมีทางแยกเข้าวัดอีก 2กิโลเมตร

5.วัดโพธิ์
ตั้งอยู่ที่ ตำบลคำหยาดทอง ตรงข้ามทางเข้าบ้านบางเจ้าฉ่า ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางสายอ่างทองโพธิ์ทอง ประมาณ9กิโลเมตรในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าวัดโพธิ์ทองเป็นวัดที่กรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้าอุทุมพรหรือขุนหลวงหาวัด) เสด็จมาผนวชวัดแห่งนี้รัชกาลที่6เคยเสด็จมาประทับร้อนเมื่อคราวเสด็จประพาสลำน้ำน้อยลำน้ำใหญ่มณฑลกรุงเก่า เมื่อพ.ศ.2459

6.พระตำหนักคำหยาด
สภาพปัจจุบันมีเพียงฝนัง 4 ด้าน ตัวอาคารตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนาก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตรยาว 20เมตร ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรมเช่นลวดลายประดับซุ้มจรนำหน้าต่าง มีมุขเด็จด้านหน้าและด้านหลัง ภายในทาดินแดงปูพื้นกระดานในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรพระตำหนักคำ หยาดเมื่อพ.ศ.2451ได้เสด็จมายังโบราณสถานแห่งนี้และทรงมีพระราชวินิจฉัยดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา อรรถาธิบายเรื่องเสด็จลำน้ำมะขามเฒ่าไว้ว่าเดิมทีทรงมีพระราชดำริว่ากรมขุนพรพินิต (ขุนหลวงหาวัดหรือเจ้าฟ้าอุทุมพร) ทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทองแล้วสร้างพระตำหนักแห่งนี้ขึ้นเพื่อจำพรรษาเนื่องจากมีชัยภูมิที่เหมาะสมครั้นได้ทอดพระเนตรเห็น ตัวพระตำหนักสร้างด้วยความประณีตสวยงามแล้วพระราชดำริเดิมก็เปลี่ยนไปด้วยทรงเห็นว่าไม่น่าที่ขุนหลวงหาวัดจะทรง มีความคิดใหญ่โตสร้างที่ประทับชั่วคราวหรือที่มั่นในการต่อสู้ให้ดูสวยงามเช่นนี้ดังนั้นจึงทรงสันนิษฐานว่าพระตำหนักนี้ คงจะสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเพื่อเป็นที่ประทับแรมเช่นเดียวกับที่พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างที่ ประทับไว้ที่บางปะอิน เนื่องจากมีพระราชนิยมเสด็จประพาสเมืองแถบนี้ทั้งพระองค์ได้เสด็จพระนอนขุนอินทประมูลถึง  2ครั้งและขณะเดียวกันที่กรมขุนพรพินิต (ขุนหลวงหาวัดหรือเจ้าฟ้าอุทุมพร) ผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ก็ได้ทรงนำ ข้าราชบริพารกับพระภิกษุที่จงรักภักดีต่อพระองค์เสด็จลงเรือพระที่นั่งออกจากพระนครศรีอยุธยามาจำพรรษาที่วัด โพธิ์ทองคำหยาดและประทับอยู่ที่พระตำหนักคำหยาดนี้เพื่อไปสมทบกับชาวบ้านบางระจันปัจจุบันนี้กรมศิลปากรได้บูรณะ และขึ้น ทะเบียนพระตำหนักคำหยาดเป็นโบราณสถานไว้แล้ว

7.วังปลาวัดข่อย
ปลาที่วัดข่อยนี้มีจำนวนมากมาตั้งแต่สมัยพระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อเข็ม) เป็นเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วต่อมา ในปีพ.ศ.2528พระครูรกิจจาทรเป็นเจ้าอาวาสได้ปรับปรุงสถานที่และร่วมกับสำนักงานประมงอำเภอโพธิ์ทองประกาศเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษามิให้ปลาถูกรบกวนปัจจุบันมีปลานานาชนิดอาศัยอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัวเช่นปลาสวาย,ปลาตะเพียน,ปลาเทโพ,ปลาแรด,ปลาบึกฯลฯทางวัดมีอาหารปลาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวได้ เพลิดเพลินกับการให้อาหารปลามีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มไว้บริการภายในวัดข่อยยังมีสิ่งที่น่าสนใจคือศาลาการเปรียญ ไม้สัก ทรงไทยโบราณเสา8 เหลี่ยมใต้ถุนศาลาการเปรียญเป็นที่เก็บของเก่าประเภทต่างๆเช่นจากจีนมีเรือประเภทต่างๆ เช่นเรือบด,เรือแจวเรือสัมปั้นและเรือประทุนมีเครื่องมือเครื่องใช้รวมทั้งอุปกรณ์ในการทำนาได้แก่ เกวียน ล้อ คันไถ อุปกรณ์เครื่องมือการจับสัตว์น้ำ ไซดักปลา นอกจากนี้ยังมีมณฑปวิหารเจดีย์พระอุโบสถกุฏิหอสวดมนต์ซากโบราณสถาน ของห้องเรียนโบราณและยังมีของเก่าที่เก็บรักษาไว้เช่นตะเกียงโบราณจากกรุงวอชิงตันนาฬิกาโบราณจากปารีสและตู้ พระไตรปิฎกไม้สักสมัยรัชกาลที่5จากจีนหรือเปลกล่อมลูกแบบโบราณชาวบ้านยังมีการจัดตั้งศูนย์ผลิตข้าวซ้อมมือขึ้น เป็นสหกรณ์เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจัดแสดงเรือโบราณประเภทต่างๆเช่นเรือบด,เรือแจวและยังมี อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพของชาวนาเช่นครก,โม่ข้าวกระด้งฯลฯ อันแสดงถึงวิถีชีวิตชาวไทยภาคกลางเป็นอย่างดี